รีวิว 50/50 ฟิฟตี้ ฟิฟตี้ ไม่ตายก็รอดวะ สำหรับหนัง ชายหนุ่มเป็นมะเร็ง

รีวิว 50/50

         รีวิว 50/50 ฟิฟตี้ ฟิฟตี้ ไม่ตายก็รอดวะ บอกเล่าเรื่องราวของอดัม ชายหนุ่มวัย 27 ปี ซึ่งแฟนสาวสุดเซ็กซี่ของเขาเป็นนักวาดภาพประกอบ คนขายแกลเลอรี่อย่างราเชล ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะออกกำลังกายมากเกินไป แต่หลังจากที่ไปตรวจพบว่ามีเนื้องอกที่กระดูกสันหลัง หรือที่เรียกว่ามะเร็ง ซึ่งหลังจากที่เขาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งชนิดนี้พบว่ามีโอกาสรอด 50/50 และเมื่อ Kyle เพื่อนสนิทของเขาได้ยินข่าวก็พบว่า Adam ถูกพบ อะไรคือสิ่งที่เจ๋งที่สุดที่ต้องทำในขณะที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้

         กำกับการแสดงโดย Jonathan Levine เรื่อง 50/50 ติดตามหญิงสาวที่น่าสะพรึงกลัวใน All the Boys Love Mandy Lane และละครแนวบีบอยเรื่อง The Wackness แล้วทิ้งระยะเวลาไว้นานถึง 3 ปีทีเดียว ถึงเวลาแล้วที่เขาจะกลับมาพร้อมกับหนังดราม่าเรื่องใหม่ 50/50 ตามเนื้อเรื่องของผู้เขียนภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่ง 50/50 อย่างแรกเลยสำหรับใครที่อยากดูต้องขอบอกว่านี่ไม่ใช่หนังดราม่าที่จริงจัง

         แต่ถ้าเป็นหนังตลกที่ผสมผสานกับละครได้ดีกว่า ซึ่งต้องขอชมเชยว่าสิ่งแรกที่ทำได้คือ 50/50 คือ การนำเอาความขบขันมาเป็นองค์ประกอบรองของหนังก็คุ้มและไร้ที่ติจริงๆ

         โดยเฉพาะในแง่ของการเป็นคอมเมดี้ที่ไม่ทำให้ละครดูเครียดและหดหู่จนเกินไปซึ่งก็เหมือนกับการเสริมกำลังคนเป็นมะเร็งว่า ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป แต่ก็ยังมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ เช่นกัน ซึ่งถึงแม้ละครจะดูไม่เครียดแต่ต้องขอบอกว่าผู้กำกับสามารถถ่ายทอดได้ลึกซึ้งและสัมผัสได้ซึ่งต้องได้รับการยกย่องจากนักแสดงนำอย่างโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ ที่สามารถถ่ายทอดภาพผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่สิ้นหวังและท้อแท้ให้เป็นจริงและน่าสงสารมากที่สุด เนื่องจากว่า

         อดัมอายุเพียง 27 ปีและไม่เคยทำพฤติกรรมเสี่ยงต่อมะเร็งเลย จึงทำให้ตัวละครตัวนี้ดูน่าสงสารและทำให้คนดูหดหู่ไปพร้อม ๆ กัน นอกนั้นหนังเอาเรื่องกำลังใจไปใช้ก็ถือเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สามารถสื่อความตรงไปตรงมาและใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดซึ่งถ้าลองคิดดู เมื่อเราท้อแท้ที่สุด สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ก็คงไม่ใช่แอลกอฮอล์ เป็นสีย้อม

         แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่เตือนใจเรา ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ชีวิตตกต่ำหรือมีความสุขที่สุด จะมีครอบครัวนี้ที่เป็นสิ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าสมาชิกในครอบครัวอย่างพ่อกับแม่เป็นห่วงเรามากกว่าความเป็นจริง

         อย่างไรก็ตาม สำหรับ 50/50 ยังมีข้อเสียอยู่บ้างซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับโรคมะเร็งมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่อดัมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง จากนั้นอดัมก็ใช้ชีวิตที่เหลือไปกับเซ็กส์และกัญชา กับมะเร็ง เมื่อรวมกับความสงสัย ฉันคาดหวังมากเกินไปจากหนังเรื่องนี้ เลยทำให้หนังออกมาตามความชอบได้ไม่มากนัก แต่สิ่งนี้ถือเป็นความบันเทิง และความเศร้าโศกเกินความจำเป็น สรุปว่าสำหรับหนังดราม่าผสมคอมเมดี้อย่าง 50/50

         ถือว่าเป็นหนังที่ไม่เครียดจนดูละคร แต่ถ่ายทอดได้ลึกซึ้งและน่าสัมผัส โดยเฉพาะด้านนักแสดงที่ต้องชื่นชมว่าทุกคนแสดงได้ดี ควบคู่ไปกับสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ากำลังใจ ที่สามารถสื่อได้ตรงประเด็นและเข้าใจง่าย ดังนั้นอย่าเสียใจที่ได้บัตรเข้าชมเรื่องนี้